ปรับปรุงล่าสุด

ขับเคลื่อนโดย Blogger.

ป้องกันท้องเสียจากการใช้ยาปฏิชีวนะด้วยโปรไบโอติก (probiotic)

Posted by ปังคุง กับเจม วันอาทิตย์ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2553

การรักษาอาการท้องเสียเนื่องจากการใช้ยาปฏิชีวนะ

ผู้ป่วยโรคท้องเสียที่เกี่ยวข้องกับการใช้ยาปฏิชีวนะ อาจแบ่งได้เป็นสองกลุ่ม
  • กลุ่มแรก อาการไม่รุนแรง
  • ในกรณีที่มีอาการไม่รุนแรง หลักการรักษาเหมือนกับโรคท้องเสียทั่วไป ที่สำคัญ ได้แก่ การทดแทนสารน้ำและเกลือแร่ในร่างกายที่สูญเสียไปกับอุจจาระ ทั้งนี้อาจพิจารณาใช้ผงเกลือแร่หรือสารอิเล็กโตรลัยต์ที่มีสัดส่วนเหมาะสม พิจารณาให้สารน้ำทางหลอดเลือดหากมีข้อบ่งชี้ ผู้ป่วยควรหลีกเลี่ยงอาหารแป้งและผลิตภัณฑ์นม ในระยะสองสามวันแรก รวมทั้งอาหารที่มีกากปริมาณมาก การใช้ยาแก้ท้องเสียในผู้ป่วยโรคท้องเสียที่เกี่ยวข้องกับการใช้ยาปฏิชีวนะ ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ เนื่องจากการใช้ยาแก้ท้องเสียบางครั้งอาจเกิดผลร้ายมากกว่าผลดี สาเหตุที่เป็นเช่นนนั้นสืบเนื่องมาจาก การที่ร่างกายไม่สามารถกำจัดเชื้อแบคทีเรีย C. difficile รวมทั้งสารพิษที่เชื้อแบคทีเรีย C. difficile สร้างขึ้น ให้ออกมาทางอุจจาระได้
  • กลุ่มที่สอง อาการรุนแรง
  • ในกรณีที่อาการรุนแรง เช่น ท้องเสียจำนวนมากและไม่มีทีท่าว่าจะน้อยลง ผู้ป่วยเริ่มเข้าสู่ภาวะขาดสารน้ำและอิเล็กโตรลัยต์ขั้นรุนแรง หรือเริ่มเข้าสู่ภาวะช็อค แพทย์อาจพิจารณาให้ยาฆ่าเชื้อแบคทีเรีย C. difficile เช่น metronidazole (Flagyl) หรือ vancomycin (Vancocin)

การป้องกันท้องเสียจากการใช้ยาปฏิชีวนะ

มีหลักฐานการศึกษาในหลายงานวิจัยพบว่ามีการใช้โปรไบโอติก (probiotic) ร่วมกับยาปฏิชีวนะ เพื่อป้องกันการเกิดอาการท้องเสียที่เกี่ยวข้องกับการใช้ยาปฏิชีวนะ

อาการของโรค

อาการท้องเสียเกิดขึ้นเมื่อผู้ป่วยได้รับยาปฏิชีวนะ เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของเชื้อแบคทีเรียในลำไส้ เมื่อหยุดยาปฏิชีวนะที่เป็นสาเหตุ อาการต่าง ๆ จะทุเลาน้อยลง และหายไปในเวลา 2-3 วัน ในกรณีที่อาการรุนแรง ผู้ป่วยจะมีอาการถ่ายเหลว ปวดมวนท้อง กดเจ็บที่บริเวณหน้าท้อง อุจจาระมีมูกเลือดปนออกมา บางรายอาจมีไข้ก่อนที่จะเริ่มท้องเสียก็ได้ และยังพบว่าบางรายผู้ป่วยปรากฏอาการถ่ายเหลวหลังจากที่หยุดยาปฏิชีวนะไปแล้ว

การวินิจฉัย

โรคท้องเสียที่เกี่ยวข้องกับการใช้ยาปฏิชีวนะ สามารถให้การวินิจฉัยได้จากประวัติอาการที่ผู้ป่วยได้รับยาปฏิชีวนะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งยาในกลุ่มคลินดามัยซิน, แอมปิซิลลิน และเศฟาโลสปอริน อาการถ่ายเหลวที่เกิดขึ้นอาจมากหรือน้อยขึ้นกับความรุนแรงของโรค การตรวจอุจจาระไม่พบหลักฐานของการติดเชื้อ หรือเชื้อก่อเหตุแต่อย่างใด การตรวจทางห้องปฏิบัติการอาจพิจารณาตรวจหาเชื้อ C. difficile หรือตรวจแอนติบอดี้ต่อเชื้อนี้

โรคท้องเสียที่เกี่ยวข้องกับการใช้ยาปฏิชีวนะ

โรคท้องเสียที่เกี่ยวข้องกับการใช้ยาปฏิชีวนะ หรือที่เรียกว่า antibiotic-associated diarrhea เป็น โรคที่พบได้ประปรายในเวชปฏิบัติ และเป็นโรคที่มีความรุนแรงแตกต่างกันได้มาก ในร่างกายของคนปกติ จะพบว่ามีเชื้อแบคทีเรียหลายชนิดอาศัยอยู่ในลำไส้ ซึ่งถือว่าเป็นจุลชีพเฉพาะถิ่น เชื้อพวกนี้อาศัยอยู่ในลำไส้โดยไม่ได้ก่อให้เกิดโรคแต่อย่างใด บางชนิดยังช่วยทำให้หน้าที่บางอย่างให้อีกด้วย แต่อย่างไรก็ตาม บางครั้งก็อาจพบการลุกลามของเชื้อที่ก่อให้เกิดโรค ซึ่งความรุนแรงของโรคอาจมากบ้างน้อยบ้างแตกต่างกันไป ส่วนใหญ่แล้วการลุกลามของเชื้อโรคไม่ทำให้เกิดอาการผิดปกติ เนื่องจากในภาวะปกติร่างกายจะมีกลไกที่สามารถควบคุมเชื้อจุลชีพเฉพาะถิ่นไม่ ให้เจริญเติบโตมากเกินไป

แต่เมื่อกินยาปฏิชีวนะ สมดุลของร่างกายจะเปลี่ยนไป เนื่องจากยาปฏิชีวนะ จะทำลายแบคทีเรียที่เป็นจุลชีพเฉพาะถิ่นในลำไส้ ยาปฏิชีวนะจะทำลายเชื้อแบคทีเรียไปเป็นจำนวนมาก และก่อให้เกิดภาวะเสียสมดุลของจุลชีพในลำไส้ ส่วนใหญ่ผลที่เกิดขึ้นจะเป็นแค่อาการเพียงเล็กน้อย ผู้ป่วยมีอาการถ่ายเหลว ซึ่งอาการถ่ายเหลวจะหายไปหลังจากหยุดยาปฏิชีวนะไม่นาน แต่ก็มีบางครั้งที่ยาปฏิชีวนะทำลายเชื้อแบคทีเรียไปมาก จนกระทั่งทำให้แบคทีเรียสายพันธุ์ที่ก่อโรคบางชนิดแบ่งตัวแพร่กระจายโดยร่าง กายไม่สามารถควบคุมได้

เชื้อแบคทีเรียที่สำคัญชนิดหนึ่ง มีชื่อเรียกว่า Clostridium difficile (C. difficile) สามารถเจริญเติบโตได้ดีมากในลำไส้ แบคทีเรียชนิดนี้ สร้างสารทำลายผนังลำไส้ และทำให้ลำไส้อักเสบ ภาวะลำไส้อักเสบนี้เรียกว่า colitis อาการท้องเสียเป็นน้ำจะเกิดขึ้นอย่างทันทีทันใด ผู้ป่วยมีอาการปวดท้อง และมีไข้ต่ำ ๆ อาจถ่ายเหลวจนกระทั่งผู้ป่วยตกอยู่ในภาวะขาดสารน้ำในร่างกาย ในบางรายเชื้อแบคทีเรียทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนที่สำคัญสองชนิด ชนิดเแรกเรียกว่า pseudomembranous colitis โดยเกิดเป็นพังผืดที่ผนังลำไส้ที่อักเสบ ชนิดที่สอง อาจทำให้เกิดภาวะลำไส้ทะลุได้ซึ่งเป็นอันตรายมาก

เชื้อแบคทีเรีย C. difficile จะอาศัยอยู่ในลำไส้ ได้ในภาวะปกติ ร้อยละ 5 พบได้บ่อยในผู้สูงอายุ และผู้ป่วยโรคเรื้อรัง ในโรงพยาบาลและสถานสงเคราะห์คนชรา อาจพบการกระจายของเชื้อจากผู้ป่วยรายหนึ่งไปยังคนอื่น ๆ ได้ การติดเชื้อของแบคทีเรียที่ชื่อ C. difficile เกิดจากการที่ไม่ได้ล้างมือให้ดี การใช้ห้องน้ำ หรือแพร่เชื้อผ่านทางโถส้วม ถาดอุจจาระ ผู้ป่วยในโรงพยาบาลจะพบมีเชื้อนี้อยู่ในลำไส้ประมาณร้อยละ 20 เมื่อได้รับการรักษาด้วยยาปฏิชีวนะ จะเกิดการลุกลามของเชื้อ C. difficile ยาปฏิชีวนะที่พบว่าเป็นสาเหตุ ได้แก่ คลินดามัยซิน clindamycin (Cleocin) แอมปิซิลลิน ampicillin และเศฟาโลสปอริน cephalosporins โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เศฟาเล็กซิน cephalexin (Keflex)

0 comments

แสดงความคิดเห็น

.

Categories

กรดโฟลิค กระเทียม กระเพาะปัสสาวะอักเสบ กระเพาะอาหารอักเสบ กลูโคซามีน กลูต้าไธโอน เกร็กคู ข้อเสื่อม ข่าวสาร คอลลาเจน คู่มืออาหารเสริม เคยรู้มั้ย แคลเซียม โครเมียม โคเอมไซม์ ชาเขียว ตกขาว ท้องผูก ท้องเสีย นมวัว นอนไม่หลับ น้ำมันปลา บำรุงกระดูก บำรุงผิว บำรุงสมอง บำรุงสายตา บำรุงหัวใจ เบตาแคโรทีน แบล็คโคโฮส ไบโอฟลาโวนอยด์ โปแตสเซียม โปรไบโอติก โพลีโคซานอล โพลีฟีนอล ไฟเบอร์ มะนาว มะเร็ง มะเร็งลำไส้ใหญ่ เมลาโทนิน เมาค้าง ใยอาหาร โรคภูมิแพ้ ลดน้ำหนัก ลำไส้อักเสบเรื้อรัง ลูทิน เลซิติน ไลโคพีน ไลซีน วัยทอง วิตามินซี วิตามินดี วิตามินบี วิตามินอี วิตามินเอ เวเลอเรี่ยน สมาธิสั้น สมุนไพร สังกะสี สารสกัดจากจมูกถั่วเหลือง สารสกัดจากเมล็ดองุ่น สุขภาพน่ารู้ โสมเกาหลี หอบหืด เหล็ก อนุมูลอิสระ อัลไซเมอร์ อัลฟ่าไลโปอิค อีฟนิ่งพริมโรส แอนติออกซิแดนต์ betaglucan Black cohosh Blackmores Cetaphil cosanol DHA ezerra cream L-Arginine L-Citrulline Magnesium MaxxLife megawe care policosanal Probac7 RealElixir Silky Colla Tea tree oil TS6 Probiotic watercress ze-oil

จำนวนการดูหน้าเว็บรวม