มีข่าวว่าการใช้สารกลูต้าไธโอนจะทำให้ตาบอดและเป็นมะเร็ง จริงหรือไม่?
สำหรับข่าวการใช้สารกลูต้าไธโอนแล้วทำให้ตาบอดและเป็นมะเร็ง สามารถ อธิบายได้ว่า การที่ร่างกายได้รับสารกลูต้าไธโอนเป็นเวลานานๆ จะทำให้เม็ดสีเมลานินบริเวณผิวหนังและที่จอตามีปริมาณลดลง ทำให้จอตารับแสงได้น้อยลงและเสี่ยงต่อการมองเห็นได้ในอนาคตทาง วารสารทางการแพทย์ของประเทศสหรัฐอเมริกาจึงได้จัดว่ากลูต้าไธโอนเป็นสารที่ อาจก่อให้เกิดผล
ข้างเคียงทางตา ส่วนเม็ดสีเมลานินที่ผิวหนังจะทำหน้าที่เหมือนฟิล์มกรองแสงที่ผิวหนัง หากเม็ดสีที่ผิวหนังมีปริมาณลดลง ร่างกายก็จะขาดเกราะป้องกันแสงอัลตราไวโอเลต (UV) ทำให้ผิวเหี่ยวย่นเร็วและแก่เร็วขึ้น รวมทั้งเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งผิวหนังอีกด้วย
ดัง นั้น ถึงแม้ตัวสารกลูต้าไธโอนเองจะเป็นสารต่อต้านอนุมูลอิสระ แต่การได้รับแสงอัลตราไวโอเลตในปริมาณมากกลับอันตรายยิ่งกว่าอนุมูลอิสระ เสียอีก
เหตุใดการฉีดกลูต้าไธโอนจึงต้องฉีดเข้ากล้ามเนื้อหรือเส้นเลือดโดยตรง?
กลูต้าไธโอนมีทั้งชนิดฉีด ชนิดพ่น และชนิดรับประทาน ซึ่งอย่างที่ทราบกันอยู่แล้วว่าสารชนิดนี้หากรับประทานจะถูกย่อยไปก่อนการดูดซึม จึงมีผู้พยายามลองใช้ในปริมาณสูงๆ เพื่อหวังว่าจะดูดซึมได้บ้าง แต่จนถึงปัจจุบัน ยังไม่มีการศึกษาใดบอกว่าต้องกินมากแค่ไหนจึงจะดูดซึมได้ แล้วก็ไม่มีใครรู้ว่าปริมาณที่กินมากๆนั้นจริงๆแล้วดูดซึมได้หรือเปล่า และผลข้างเคียงระยะยาวมีอะไรบ้างส่วน ยาชนิดฉีดเข้ากล้ามเนื้อหรือเข้าเส้นเลือดโดยตรงน่าจะเพิ่มขนาดยาได้แน่ นอนกว่า แต่ผลข้างเคียงที่น่ากลัว คือการฉีดยาเข้าเส้นเลือดดำมีโอกาสที่จะแพ้ได้ กลูต้าไธโอนชนิดฉีดมีใช้ในคลินิกเอกชนมานานแล้ว แต่ยังไม่มีการใช้ในโรงพยาบาลรัฐหรือโรงเรียนแพทย์ เพราะไม่มีการศึกษาถึงประสิทธิภาพและความปลอดภัยในระยะยาว นอก จากนี้การฉีดยังเป็นการเพิ่มสารกลูต้าไธโอนได้เพียงชั่วคราวเท่านั้น อาจทำให้ผิวขาวขึ้นได้ในเวลาสั้นๆ หลังจากนั้นสีผิวก็จะกลับเป็นเหมือนเดิม จึงต้องทำให้ฉีดต่อไปเรื่อยๆไม่มีที่สิ้นสุด


0 comments