ปรับปรุงล่าสุด

ขับเคลื่อนโดย Blogger.

นมวัว กับโรคเบาหวาน

Posted by Teetach Maythaphon วันจันทร์ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2557 0 comments
หนึ่งในรายงานจำนวนมากที่ศึกษาผลของนมวัวได้ถูกตีพิมพ์มากกว่าสิบปีแล้ว ในปีพ.ศ.2535 ในวารสารทางการแพทย์ของอังกฤษ (The New England Journal of Medicine) มีนักวิจัยฟินแลนด์ได้ทำการศึกษาโดยการเก็บเลือดจากเด็กที่เป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 1 ที่มีอายุ 4-12 ปี เขาได้ตรวจวัดระดับแอนติบอดี้ในเลือดที่มีการสร้างขึ้นเพื่อต่อสู้กับโปรตีนจากนมวัวที่ย่อยไม่หมด โปรตีนนี้มีชื่อว่า โบไวน์ซีรั่มอัลบูมิน (bovine serum albumin: BSA) ทั้งเขายังได้ทำการตรวจแบบเดียวกันในเด็กที่ไม่ได้เป็นโรคเบาหวาน และนำผลสรุปทั้งสองกลุ่มมาเปรียบเทียบกัน

นักวิจัยค้นพบบางอย่างที่พิเศษมาก จากเด็กที่เป็นเบาหวานจำนวน 142 คน พบว่าทุกคนมีระดับแอนตบอดี้มากกว่า 3.55 ในขณะที่เด็กที่ไม่เป็นเบาหวานจำนวน 79 คน ทุกคนมีระดับอนติบอดี้น้อยกว่า 3.55

ผลที่ได้แสดงถึงความแตกต่างระหว่างเด็กที่เป็นและไม่เป็นเบาหวานได้อย่างชัดเจน เด็กที่เป็นเบาหวานทั้งหมดมีระดับแอนตี้บอดี้ต่อนมวัวสูงกว่าเด็กที่ไม่เป็นเบาหวาน ซึ่งแปลความได้ 2 อย่างคือ เด็กที่มีระดับแอนตี้บอดี้สูงจะมีการบริโภคนมวัวมากกว่า และแอนตี้บอดี้ที่เพิ่มขึ้นอาจเป็นสาเหตุของโรคเบาหวานชนิดที่1

ผลที่ได้นี้สะเทือนการวิจัยในชุมชนเป็นอย่างมาก และหลังจากนักวิทยาศาสตร์ได้ทำการศึกษาปัจจัยอื่นๆ เพิ่มเติม ไม่ใช่แต่เพียงเรื่องแอนติบอดี้โบไวน์ซีรั่มอัลบูมินเท่านั้น และผลลัพทธ์ที่ได้ก็ทำให้มีความเข้าใจที่ชัดเจนมากขึ้น

กล่าวโดยสรุปคือ ทารกหรือเด็กเล็กที่มีประวัติทางพันธุ์กรรมที่อย่านมแม่ และเปลี่ยนเป็นนมวัวแทนเร็วไป รวมทั้งอาจมีการติดเชื้อไวรัสที่อาจรบกวนระบบภูมิคุ้มกันในระบบทางเดินอาหาร จึงมีแนวโน้มที่จะเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวานชนิดที่1 
การศึกษาหนึ่งที่เกี่ยวกับนมวัวและยีนส์ในชิลีศึกษาพบว่า เด็กที่มีความเสี่ยงทางพันธุกรรมที่อย่านมแม่แล้วเปลี่ยนมาเป็นนมวัวเร็วเกินไป จะมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 1 มากกว่าเด็กที่ไม่มีความเสี่ยงทางพันธุกรรมและได้รับนมแม่อย่างน้อย 3 เดือนถึง 13.1 เท่า :-p


อ่านต่อ
รู้มั้ยว่าประเทศแถบตะวันตกที่ประชากรดื่มนมมากๆ กินวิตามินดีก็เยอะ กลับเป็นประเทศที่มีอัตราคนป่วยเป็นโรคกระดูกพรุนสูงกว่าคนเอเชียบ้านเราด้วยเช่นกัน ด้วยเหตุผลทางกายภาพที่ว่าอาหารในโซนเอเชียมีองค์ประกอบของแคลเซียมอยู่เต็มไปหมด และบ้านเรามีแดดมากกว่า ทำให้ร่างกายสังเคราะห์วิตามินดีได้ ซึ่งวิตามินดีเปรียบเสมือนฮอร์โมนที่นำแคลเซียมเข้าไปเสริมกระดูกได้ ดังนั้นการที่เรารับประทานเนื้อสัตว์และผักอยู่แล้ว โอกาศขาดแคลเซียมจึงน้อย แต่ปัญหาอยู่ที่ว่าร่างกายจะนำไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพได้แค่ไหนต่างหาก

ธรรมชาติได้ออกแบบมาแล้วว่านมเหมาะสำหรับเด็กไม่เกิน 3 ขวบ สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมอื่นๆ เมื่อลูกโตจนหย่านมได้ ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องกินนมต่อแต่อย่างไร มีแต่มนุษย์เท่านั้นที่อุตริกินนมจนแก่  อีกทั้งยังไม่มีผลพิสูจน์เลยว่าการให้แคลเซียมเสริมกับผู้ใหญ่หรือคนอายุเกินวัยรุ่นแล้ว จะช่วยเสริมกระดูกให้แข็งแร็งจริงๆ

ที่ผ่านมามหาวิทยาลัยฮาร์วาด์เคยศึกษาวิจัยเรื่องนม ข้อมูลสรุปตามนี้
ทดลองกับผู้หญิงจำนวน 78,000คน ในปี 1997 โดยแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มคือกลุ่มที่ได้แคลเซียมจากผลิตภัณฑ์นม และกลุ่มที่ได้รับแคลเซียมจากอาหาร และนี้คือผลสรุปจากการทดลอง
กลุ่มที่ได้รับแคลเซียมจากผลิตภัฑ์นมเป็นหลัก มีโอกาสกระดูพรุนมากกว่าอีกกลุ่มที่ได้รับแคลเซียมจากอาหารอื่นๆ โดยสองกลุ่มถูกควบคุมตัวแปร โดยการได้รับปริมาณแคลเซียมที่เท่ากันในแต่ล่ะวัน

จากผลการวิจัยดังกล่าวสรุปว่ากินนมเพื่อให้ได้รับแคลเซียม นอกจากไม่ได้ช่วยป้องกันโรคกระดูกพรุนแต่อย่างใด หนำซ้ำยังอาจจะเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดโรคกระดูกพรุนได้อีกด้วย  สิ่งนี้หลายๆคนยังไม่เคยได้ยิน ได้ยินก็เพียงแต่ว่ากินนมมากๆแล้วดี จะทำให้กระดูกแข็งแรงเพราะเป็นเรื่องผลประโยชน์ของบริษัทที่ขายผลิตภัณฑ์นม

การป้องกันโรคกระดูกพรุนสามารถทำได้ง่ายๆในชีวิตประจำวันดังนี้
  • ให้ร่างกายได้รับแสงแดด เพราะวิตามินดีซึ่งเปรียบเสมือนฮอร์โมนในการนำแคลเซียมไปสร้างกระดูกนั้นได้จากการสังเคราะห์ของร่างกายจากการโดนแสงแดด หากได้รับแต่แคลเซียมแต่ไม่มีวิตามินดีร่างกายก็ไม่สามารถที่จะนำแคลเซียมไปใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • แคลเซียมจากสัตว์ มีนักวิจัยชาวเดนมาร์กพบว่าการดูดซึมแคลเซียมจากปลาตัวเล็กๆ ทั้งกระดูกให้ผลใกล้เคียงหรือด้อยกว่านมเล็กน้อย ในบ้านเราก็กินพวกปลาเล็กปลาน้อยที่มีขายทั่วๆไป เสริมแคลเซียมดีนักแล
  • แคลเซียมจากผักใบเขียว ที่แนะนำคือคะน้า กวางตุ้ง ขี้เหล็ก ตำลึง บัวบก ถั่วพู เพราะมีปริมาณแคลเซียมสูง แต่มีออกซาเลตซึ่งเป็นสารที่ทำให้เกิดนิ่วต่ำ
  • รับประทานโปรตีนจากพืช และสัตว์ในอัตราส่วนที่เหมาะสม โดยโปรตีนจากสัตว์มีฟอสเฟตสูงทำให้เลือดเป็นกรดเป็นผลเสียต่อกระดูก ส่วนโปรตีนจากพืชมีความเป็นด่าง มีสารต้านอนุมูลอิสระที่และฮอร์โมนเป็นประโยชน์ต่อร่างกาย
  • ออกกำลังกาย การออกกำลังกายจะเป็นการกระตุ้นให้กระดูกมีปฏิกริยาตอบโต้โดยการสร้างความแข็งแรงเพิ่มขึ้น ดังนั้นการเล่นกีฬาทุกชนิดเช่นการยกน้ำหนัก การเดิน หรือการวิ่ง ล้วนมีประโยชน์ต่อความแข็งแกร่งของกระดูก

By Teetach maythaphon


อ่านต่อ

น้ำมะนาวเป็นกรดหรือเป็นด่าง?

Posted by ปังคุง กับเจม วันอังคารที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2557 0 comments
มักจะมีความเข้าใจผิดของค่าความเป็นกรดด่างของน้ำมะนาวภายนอกร่างกายกับภายในร่างกาย เป็นเรื่องที่ทุกคนรู้เรื่องนี้เป็นอย่างดี ว่าน้ำมะนาวเป็นกรด (pH ต่ำกว่า 7) และก็ไม่มีประเด็นอะไรในข้อนี้

แต่สิ่งที่คนส่วนใหญ่ยังไม่รู้ก็คือเมื่อน้ำมะนาวได้รับการเผาผลาญ เกิดการแยกตัวของแร่ธาตุ เข้าสู่กระแสเลือดแล้วจะส่งผลให้ร่างกายมีค่าความเป็นด่างมากขึ้น (pH สูงกว่า 7 เป็นด่าง) ซึ่งเป็นสภาวะที่มีประโยชน์กับร่างกาย

รู้มั้ยว่า ร่างกายคนเราเหมาะสำหรับสภาพวะความเป็นด่างมากกว่า?
ในระยะยาวสภาพแวดล้อมที่เป็นกรด จะทำให้โครงสร้าง และการทำงานของเซลล์เกิดความเสียหาย ยก
เว้นเฉพาะในกระเพาะอาหารที่มีการหลั่งกรดเพื่อช่วยในการย่อยอาหาร แต่แม้ในกระเพาะอาหารก็มี
เซลล์พิเศษเรียงรายภายในเพื่อป้องกันไม่ให้กรดทำลายเนื้อเยื้อข้างในกระเพาะอาหาร ส่งผลให้เกิดแผล
ในกระเพาะอาหาร

คล้ายกับอาหารที่เรากินเข้าไป เนื้อเยื่อ กล้ามเนื้อ อวัยวะต่างๆ เซลล์และเลือดก็ถูกทำลายลงได้เร็วขึ้นในสภาพแวดล้อมที่เป็นกรด เพียงแต่ว่าอาหารที่เรากินจะกลายพลังงานสำหรับการใช้ชีวิต แต่เนื้อเยื้อที่ตายและถูกทำลายจะเป็นพิษต่อร่างกาย

ร่างกายเป็นกรดได้อย่างไร? ความเป็นกรดในร่างกายเกิดจากการรับประทานอาหารที่ไม่สมดุลย์ ความอารมณ์เชิงลบและเครียด และความเสื่อมของการของร่างกายเราเอง

คุณอาจเคยได้ยินว่าเป็นกรดของน้ำมะนาวทำลายเคลือบฟัน คำตอบนี้อยู่ที่ว่าเรากินมะนาวสดหรือดื่มน้ำมะนาวตลอดเวลาหรือไม่ ถ้าคุณดื่นน้ำมะนาวบ่อยๆ หรือตลอดเวลาก็สามารถทำให้เกิดความเสียหายของเคลือบฟันได้  การดื่มน้ำมะนาวไม่ได้ส่งผลให้เกิดความเป็นกรดในช่องปากสูงเกินไปจนทำให้เกิดอันตรายต่อเคลือบฟัน แต่กลับช่วยลดคราบที่เกาะฟันและระงับกลิ่นปาก

คุณอาจเคยได้ยินว่าน้ำมะนาวเป็นสาเหตุของฟันผุ จริงๆแล้วไม่ว่าเราจะดื่มน้ำมะนาวมากแค่ไหน แต่ถ้า
ในอาหารของเราแต่ล่ะวันประกอบด้วยน้ำตาลค่อนข้างมากเช่นอาหารแปรรูป, ขนมอบ, ขนม, ป๊อป, เค้ก, ขนมปังช็อคโกแลต และอื่นฯลๆ สุดท้ายอาหารที่มีแป้ง และน้ำตาลมาก ก็จะทำให้ฟันผุได้ เพราะเมื่อร่างกายเผาผลาญน้ำตาลจะส่งผลให้เลือดมีความเป็นกรดสูง และส่งผลให้ฟันพุ ทำให้ร่างกายเสียสมดุลย์


ประโยชน์10อย่างของการดื่มน้ำมะนาว

  • ลดไขมันชนิดเลว หรือไลโปโปรตีนความหนาแน่นต่ำ (LDL)
  • ลดไขมันตับพอกตับ
  • การแพทย์แผนจีนกว่า 4000 ปีใช้อาหารที่มีรสเปรี้ยวเป็นสมุนไพรในการบำบัดอาการสูญเสียน้ำที่ผิดปกติของร่างกายเช่นเหงื่อออกตอนกลางคืน, ปัสสาวะเล็ด ฯลฯ
  • ทำให้ฟันแข็งแรง และรักษาสุขภาพในช่องปาก
  • ลดความต้องการอยากกินของรสหวาน แป้ง (ซึ่งทั้งหมดทำให้เกิดสภาพแวดล้อมที่เป็นกรดในร่างกาย)
  • ล้างพิษและทำให้เลือดเป็นด่าง ช่วยบรรเทาอาการของโรคหลายๆโรคได้เช่นโรคไขข้ออักเสบ , โรคข้อเข่าเสื่อม, โรคไขข้อเสื่อม, โรคมะเร็งโรคกระดูกพรุน, โรคอ้วน, โรคเกาต์, โรคเบาหวานชนิดที่สอง, เส้นโลหิตตีบ,ย่อยอาหารผิดปกติ,โรคภูมิแพ้ และปวดเมื่อยเรื่อรัง
  • ช่วยบำรุงและผ่อนคลายการหดรัดตัวของเยื้อผังผืดในเส้นเอ็น กล้ามเนื้อ และเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน
  • รักษาความชุ่มชื้นของผิวและเพิ่มภูมิต้านทาน
  • ลดเสมหะ สารคัดหลั่งในช่องงปอดและจมูก
  • ช่วยลดน้ำหนักโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อดื่มก่อนอาหารเช้า

แหล่งที่มา: LEMON JUICE - ACIDIC, ALKALINE OR BOTH?
อ่านต่อ

ธรรมชาติบำบัด กับโรคหอบ หืด (Natural Asthma Relief)

Posted by Teetach Maythaphon วันจันทร์ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2557 0 comments
บทความนี้จะทำให้คุณเห็นโลกของความแตกต่าง ถ้าหากคุณมีอาการหอบหืด และต้องการเคล็ดลับธรรมชาติบางอย่างที่จะช่วยให้อาการคุณดีขึ้น

อย่าทิ้งยารักษาโรคหอบหืดของคุณ

ครั้งแรกที่เราอยากจะบอกว่าเราไม่ได้ส่งเสริมให้คุณโยนทิ้งยาพ่นรักษาโรคหอบหืดของคุณออกไป ยาพ่นรักษาโรคหอบหืดเป็นยาช่วยชีวิตที่จำเป็นที่จะต้องมีติดตัว แต่เราเพียงแค่นำเสนอเคล็ดลับสาร อาหารที่อาจช่วยให้ชีวิตคุณดีขึ้น  โอกาสก็คือถ้าเงื่อนไขของคุณดีขึ้นคุณก็จะสามารถที่จะลดการพึ่งพายาได้ลดลง

Magnisium (แมกนีเซียม) เป็นยาขยายหลอดลมตามธรรมชาติ

ในการศึกษา พบว่ากคนที่รับประทานแมกนีเซียม340 มิลลิกรัมเป็นประจำวันทุกวันติดต่อกันหกเดือนครึ่ง พบว่ามีการทำงานของปอดและการควบคุมโรคหอบหืดได้ดีขึ้น มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นเมื่อเทียบกับกลุ่มยาหลอก(1)

อ่านต่อ

Ze-Oil ซีออยล์ น้ำมันสกัดเย็นจากธรรมชาติ ราคาถูก 680-

Posted by Teetach Maythaphon วันเสาร์ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2557 0 comments

Ze-Oil ซีออยล์ น้ำมันสกัดเย็นจากธรรมชาติ Natural Extraction Oil : น้ำมันสกัดเย็น 4 ชนิด สกัดจากธรรมชาติ ปลอดภัย 100%

  1. น้ำมันมะพร้าว
  2. น้ำมันกระเทียม
  3. น้ำมันรำข้าว
  4. น้ำมันงาขี้ม้อน
อย. เลขที่ 19-1-15653-1-0027

น้ำมันมะพร้าว
  • ประกอบไปด้วยไขมันสายกลาง 3 ชนิด สูงสุด 63%
  • สามารถเปลี่ยนให้เป็นพลังงานได้เร็ว ไม่ถูกสะสมเป็นไขมัน
  • ช่วยลดไขมันที่ไม่ดีในร่างกาย
  • เพิ่ม HDL ทำให้หลอดเลือดสะอาดและอ่อนนุ่ม
  • มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อไวรัส แบคทีเรีย รา
น้ำมันกระเทียม มีสารสำคัญหลายอย่าง เช่น กำมะถัน และ ซีลีเนียม สังกะสี เยอร์มาเนียม และสารสำคัญอื่นอีก 33 ชนิด การนำน้ำมันมะพร้าวรวมกับน้ำมันกระเทียมจะได้สารสำคัญออกมาคือ กรดอัลฟ่าไลโปรอิค (ALA) ซึ่งมีคุณสมบัติ
  • ต่อต้านอนุมูลอิสระในเซลล์ได้ทั่วร่างกายและมีฤทธิ์แรงกว่าสารต้านอนุมูลอิสระชนิดอื่นๆ
  • ทำให้สารต้านอนุมูลอิสระอื่นๆ ที่อยู่ในร่างกายสามารถนำกลับมาใช้ใหม่ในร่างกายได้อีกครั้ง เช่น กากของวิตามินอี วิตามินซี วิตามินเอ คิวเท็น
  • เร่งการเผาผลาญลดระดับน้ำตาลในเลือด จึงเป็นสารพื้นฐานที่ช่วยบำบัดรักษาผู้ป่วยโรคเบาหวาน
  • ต่อต้านอนุมูลอิสระ ทำให้หลอดเลือดยืดหยุ่นได้ดี
  • ลดการอุดตันในหลอดเลือด (โดยเฉพาะผู้ที่ทานยาความดันมาเป็นเวลานาน)
  • เพิ่มอัตราการเผาผลาญพลังงานในร่างกาย เปลี่ยนคาร์โบไฮเดรต และโปรตีนเป็นพลังงาน จึงเป็นสารที่อยู่ในโปรแกรมลดน้ำหนักของผู้เชี่ยวชาญด้านการลดน้ำหนักทั่วโลก
  • เพิ่มระดับสารกลูตาไธโอนในตับ ขับสารพิษที่คั่งค้างในตับ
น้ำมันรำข้าว จากการสกัดรำข้าว มีสารต้านอนุมูลอิสระ เช่น วิตามินอี ในกลุ่มโทโคฟิรอล ประมาณ 19-40% และกลุ่มโทโคไตรอีนอล 51-81% และโอรีซานอลซึ่งสามารถต่อต้านสารอนุมูลอิสระได้ดีกว่าวิตามินอี ถึง 6 เท่า เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการลดโคเรสเตอรอลที่ไม่ดี (LDL-C) ซึ่งมีอยู่ในเยื่อหุ้มเมล็ดข้าวและจมูกข้าว

น้ำมันงาขี้ม้อน มี Q10 และ โอเมก้า 3 (ALA) อยู่มากถึง 55-60% เมื่อรับประทานน้ำมันงาขี้ม้อนเข้าสู่ร่างกาย โอเมก้า 3 จะเปลี่ยนเป็นสาร EPA,DHA ซึ่งเป็นสารสำคัญต่อการสร้างเซลล์เมมเบรนของสมอง มีผลเกี่ยวกับความฉลาดและความจำ มีฤทธิ์ต้านการอักเสบ

ส่วนประกอบสำคัญใน 1 แคปซูล
  • RICE BRAN AND GERM OIL
  • GAMMA ORYZANOL               2.831 PPM
  • MEDIUM CHAIN (C6-C12)       175.5 mg
  • OLEIC ACID (OMEGA-9)            55.5 mg
  • LINOLEIC ACID (OMEGA-6)     52.5 mg
  • LINOLENIC ACID (OMEGA-3)   104 mg
  • MYRISTIC ACID                             48 mg
  • VITAMIN E                                    1.5  mg
Ze-oil ราคาถูก 680-
680.00THB
วิธีรับประทาน
  • รับประทานครั้งละ 2 แคปซูล วันละ 1 ครั้ง ก่อนนอน 
  • ผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก ลดไขมัน และขับสารพิษที่ตับ รับประทานวันละ 2 ครั้ง ตอนตื่นนอน และก่อนนอน ครั้งละ 2 เม็ด 
  • สำหรับผู้ที่มีปัญหาหลอดเลือดตีบ อัลไซเมอร์ อัมพฤกษ์ แนะนำให้ทาน ตอนตื่นนอน ก่อนอาหารเที่ยง และก่อนนอน ครั้งละ 3 เม็ด 
ขนาดบรรจุ:
  • 60 แคปซูล น้ำหนักสุทธิ 43.92 กรัม
คำเตือน
  • อาหารเสริมไม่ใช่ยา ไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค 
  • ควรกินอาหารให้ครบ 5 หมู่ ในสัดส่วนที่เหมาะสมเป็นประจำ 
  • เก็บให้พ้นจากมือเด็ก 
  • ผลลัพท์ที่ได้อาจะเปลี่ยนไปตามล่ะบุคคล
  • โปรดอ่านคำเตือนบนฉลากผลิตภัณฑ์หรือเอกสารกำกับผลิตภัณฑ์ก่อนใช้
อ่านต่อ
|
.

Categories

กรดโฟลิค กระเทียม กระเพาะปัสสาวะอักเสบ กระเพาะอาหารอักเสบ กลูโคซามีน กลูต้าไธโอน เกร็กคู ข้อเสื่อม ข่าวสาร คอลลาเจน คู่มืออาหารเสริม เคยรู้มั้ย แคลเซียม โครเมียม โคเอมไซม์ ชาเขียว ตกขาว ท้องผูก ท้องเสีย นมวัว นอนไม่หลับ น้ำมันปลา บำรุงกระดูก บำรุงผิว บำรุงสมอง บำรุงสายตา บำรุงหัวใจ เบตาแคโรทีน แบล็คโคโฮส ไบโอฟลาโวนอยด์ โปแตสเซียม โปรไบโอติก โพลีโคซานอล โพลีฟีนอล ไฟเบอร์ มะนาว มะเร็ง มะเร็งลำไส้ใหญ่ เมลาโทนิน เมาค้าง ใยอาหาร โรคภูมิแพ้ ลดน้ำหนัก ลำไส้อักเสบเรื้อรัง ลูทิน เลซิติน ไลโคพีน ไลซีน วัยทอง วิตามินซี วิตามินดี วิตามินบี วิตามินอี วิตามินเอ เวเลอเรี่ยน สมาธิสั้น สมุนไพร สังกะสี สารสกัดจากจมูกถั่วเหลือง สารสกัดจากเมล็ดองุ่น สุขภาพน่ารู้ โสมเกาหลี หอบหืด เหล็ก อนุมูลอิสระ อัลไซเมอร์ อัลฟ่าไลโปอิค อีฟนิ่งพริมโรส แอนติออกซิแดนต์ betaglucan Black cohosh Blackmores Cetaphil cosanol DHA ezerra cream L-Arginine L-Citrulline Magnesium MaxxLife megawe care policosanal Probac7 RealElixir Silky Colla Tea tree oil TS6 Probiotic watercress ze-oil

จำนวนการดูหน้าเว็บรวม